การควบคุมงบประมาณในโปรแกรมจัดซื้อมีได้หลายวิธี ดังนี้
1. ควบคุมราคารวมเทียบกับงบประมาณในโปรเจคหรือแต่ละคอสเซ็นเตอร์ :
กำหนดงบประมาณในโปรเจคหรือในแต่ละคอสโปรเจคที่ต้องการ เพื่อป้องกันราคารวมจากการสั่งซื้อในโปรเจคเกินงบประมาณที่กำหนดไว้
2. ควบคุมจำนวนสินค้าที่ต้องการซื้อ :
การออกแบบและวางแผนจำนวนสินค้าที่ต้องการใช้ก่อนเริ่มทำงาน จะช่วยควบคุมปริมาณการซื้อสินค้าไม่ให้เกินจำนวนที่ต้องการ
3. ควบคุมราคาต่อหน่วยของสินค้า หรือ ค่าแรงต่อหน่วยของสินค้า :
การสำรวจราคาของสินค้าหรือค่าแรงต่อหน่วยจากที่ต่างๆ จะช่วยให้มีตัวเลือกในการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้าง ในราคาหรือค่าแรงต่อหน่วยเหมาะสมกับคุณภาพของสินค้ามากขึ้น
4. ควบคุมความโปร่งใสในการจัดซื้อ :
การแสดงข้อมูลใบเสนอราคาที่ได้รับจากผู้ขายหลายแห่ง เพื่อนำมาเทียบคุณสมบัติสินค้าหรืองานบริการ และจำนวนตรงกับความต้องการ
โดยมีราคาและเงื่อนไขอื่นๆ เหมาะสมที่สุดในการจัดซื้อ ซึ่งสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเอกสารได้
5. ควบคุมจำนวนสั่งซื้อในปริมาณที่เหมาะสม :
การสั่งซื้อปริมาณมากๆในครั้งเดียวจะทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าการค่อยๆสั่งทีละนิด ดังนั้น การประชุมเพื่อวางแผนจัดซื้อสินค้าชนิดใดก็ตาม
และสรุปให้มีการสั่งซื้อสินค้าปริมาณมากๆในครั้งเดียว จะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัท
6. ควบคุมช่วงเวลาในการรับจากผู้ขาย :
การให้ผู้ขายค่อยๆส่งสินค้าตามเวลาใดก็ได้ที่เราต้องการจะทำให้ได้ของสดใหม่ไม่เสียทิ้ง ซึ่งจะทำให้มีผลโดยตรงในการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
และมีผลในการประหยัดต้นทุนจากการเสียทิ้งของวัตถุดิบบางอย่างได้ เช่น ผักสด อาหารสด เป็นต้น
7. ควบคุมการเบิกสินค้าหรือย้ายสินค้า :
การเบิกสินค้าจะมีความสอดคล้องกับใบสั่งซื้อ ที่มีการตีกรอบในการเบิกไปใช้ตามข้อมูลโปรเจค สายงาน และจำนวนสินค้าที่สั่งซื้อ
และหากมีความจำเป็นใช้สินค้าจำนวนมากกว่าที่มีการขอซื้อ สามารถทำการย้ายสินค้าบนระบบก่อนแล้วจึงเบิกสินค้าออกมาใช้ได้
8. ควบคุมเงินทดรองจ่ายหรือเงินสดย่อย :
เงินทดรองจ่ายหรือเงินสดย่อย จะถูกควบคุมด้วยระบบการอนุมัติออนไลน์ และหลังจากที่ได้นำเงินไปใช้จ่ายแล้วจะต้องทำการบันทึกข้อมูลการใช้จ่าย
เพื่อนำข้อมูลไปสู่ระบบการควบคุมงบประมาณส่วนกลาง
9. ควบคุมจำนวนวัสดุหรือวัตถุดิบที่เสียหาย :
จำนวนวัสดุหรือวัตถุดิบที่เสียหาย สามารถควบคุมให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบที่มาที่ไปได้